วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

เรือมอันเร (รำสาก)
 
 
เรือมอันเร หรือ เรือมลูตอันเร เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวอีสานใต้ในจังหวัดสุรินทร์ คำว่า เรือม แปลว่า รำ ส่วนคำว่า อันเรแปลว่า สาก เรือมอันเรจึงแปลว่า รำสาก ส่วนคำว่า ลูต แปลว่า กระโดด เต้น ข้าม เพราะฉะนั้น เรือมลูตอันเร จึงแปลว่า รำเต้นสาก หรือการเต้นสาก นิยมละเล่นกันในวันสงกรานต์ ซึ่งเรียกว่า วันต็อม ชาวสุรินทร์จะถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งจะหยุดงาน 3-7 วันเพื่อทำบุญ เมื่อหยุดงานก็มีเวลาว่างที่หนุมสาวจะได้พบปะกัน เกิดการละเล่นสนุกสนาน เช่น การเล่นสะบ้า เรือมอันเร
เรือมอันเร แต่เดิมนั้นไม่มีบทเพลงและท่าฟ้อนรำที่เป็นแบบฉบับอย่างในปัจจุบัน ผู้ประดิษฐ์เนื้อร้อง คือ ครูปิ่น ดีสม ครูใหญ่โรงเรียนบ้านโคกตาพรหม ตำบลโด อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ได้นำบทเพลงพื้นบ้านที่เคยร้องมาบรรจุใส่จังหวะต่างๆ ซึ่งมี 5 จังหวะดังนี้
    1. จังหวะไหว้ครู เกริ่นครู (ถวายครู)
    2. จังหวะเจิงมุย (จังหวะขาเดียว)
    3. จังหวะเจิงปรี (จังหวะสองขา)
    4. จังหวะมะลุปโดง (จังหวะร่มมะพร้าว)
    5. จังหวะกัจปกา ซาปดาน (จังหวะเด็ดดอกไม้)
ส่วนผู้คิดท่าฟ้อนคือ นางผ่องศรี ทองหล่อ และนางแก่นจันทร์ นามวัฒน์ ครูโรงเรียนบ้านหนองโด่ง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ท่าพื้นฐานที่ฟ้อนกันมาแต่เดิมมาดัดแปลงให้สวยงามยิ่งขึ้น ในการเล่นเรือมอันเรเราจะต้องมีการไหว้ครูเสียก่อน เดิมที่ชาวอีสานยังใช้การตำข้าวด้วยมือ หลังจากตำข้าวเสร็จก็จะนำสากมากระทบกัน ฉะนั้นสากจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเล่นเรือมอันเร การเล่นเรือมอันเรจะฟ้อนเป็นวงกลมรอบตัวผู้กระทบสาก มีการเข้าสากทีละคู่ตามจังหวะดนตรีที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนครบ 5 จังหวะ
เครื่องแต่งกาย ฝ่ายหญิงสวมเสื้อแขนกระบอกตัดด้วยผ้าต่วน นิยมใส่สีเหลือง นุ่งผ้าถุงไหมปูม ห่มผ้าสไบเฉียงบางๆ นิยมใช้ผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้ส่วนมากใช้สีเดียวกับผ้าซิ่น ผมปล่อย อาจจะทัดดอกไม้ให้สวยงาม ส่วนฝ่ายชายสวมเสื้อคอกลมแขนสั้นเป็นสีพื้น นุ่งโจงกระเบนด้วยผ้าโสร่งไหมหางกระรอก ใช้ผ้าขาวม้าไหมพื้นเมืองของสุรินทร์พับครึ่งพาดบ่าปล่อยทิ้งชายทั้งสองชายด้านหลัง
เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสานใต้ ประกอบด้วย กลองตะโพน ปี่ในหรือปี่อ้อ ซอด้วง ซอตรัวเอ กรับ สาก 1 คู่และไม้หมอน 2 อัน
อุปกรณ์การแสดง
    1. ไม้หมอน 1 คู่ มีขนาดยาว 2-3 ศอก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว นิยมใช้ไม้มะค่า หรือ ไม้แดก
    2. สาก 1 คู่ ยาวประมาณ 4-6 ศอก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว

สูตรอาหารไทย : ส้มตำไทย

 
ส้มตำไทย
 
 
ส่วนผสม
                            มะละกอสับ 1 ถ้วย          มะเขือเทศสีดา 2 ลุก              แครอทสับ 1/2 ถ้วย
                            ถั่วฝักยาว 1 ฝัก               มะเขือเปราะ หรือมะเขือเหลือง 1 ลูก        พริกขี้หนูสด/แห้ง
                            กระเทียม 1-2 กลีบเล็ก    น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ                 น้ำมะขาวเปียก 1 ช้อนโต๊ะ
                            น้ำมะนาว รวมถึงฝานชิ้นมะนาวลงตำด้วย 1 ช้อนโต๊ะ

                            น้ำตาลปีบ 1 ช้อนโต๊ะ       ปูเค็ม 1 ตัว                            กุ้งแห้ง และ ถั่วลิสง



วิธีทำ 1.ตำพริกขี้หนูและกระเทียม โดยก่อนตำหักถั่วฝักยาวสักสี่ห้าชิ้น หรือหยิบเส้นมะละกอใส่ลงไปด้วยสักแค่หยิบมือ พริกขี้หนูหรือพริกแห้งก็แล้วแต่ความชอบ
2.ตำจนพริกกับกระเทียมแหลกดีแล้วก็ใส่น้ำปลา น้ำมะขาวเปียก น้ำมะนาว น้ำตาลปีบ หั่นมะเขือเทศและมะเขือเปราะใส่ไปสักชิ้น-สองชิ้น อาจจะหั่นมะนาวเป็นชิ้นลงไปด้วย (แต่อย่าลืมลดน้ำมะนาวลงถ้าใส่ชิ้นมะนาวลงไปด้วย)
3.ใส่ปูเค็ม แล้วโคลกเบาๆ เคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสชาติ ถ้าไม่พอใจก็ปรุงรสเพิ่มเติม
4,ปรุงรสได้ที่ ใส่มะละกอสับ แครอทสับ ลงไปโขลกเบาๆ คลุกเคล้าให้เข้ากันดี ตักใส่จานเสริฟๆด้ทันที


การฟ้อนรำพื้นบ้านอีสาน

ฟ้อนร้อยเอ็ดเพชรงาม
 
ฟ้อนร้อยเอ็ดเพชรงาม“ร้อยเอ็ดเพชรอีสาน พลาญชัยบึงงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมชั้นดี สตรีโสภา ทุ่งกุลาสดใส งานใหญ่บุญผะเหวด”
เป็นคำขวัญประจำจังหวัดร้อยเอ็ดเดิม ที่อธิบายลักษณะแหล่งท่องเที่ยว สภาพแวดล้อม รวมถึงศิลปวัฒนธรรมประเพณีภายในจังหวัดร้อยเอ็ด
ปัจจุบัน คำขวัญจังหวัดร้อยเอ็ดได้มีการประกวดคำขวัญและได้นำคำขวัญที่ชนะเลิศมาใช้ในใหม่ ในความว่า

“สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกต บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ”

ฟ้อนร้อยเอ็ดเพชรงาม ได้ประดิษฐ์คิดค้นการแสดงโดย คณาจารย์จากวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ประพันธ์เนื้อร้องโดย อ.สมชิต สุนาคราช เป็นการฟ้อนประกอบท่วงทำนองดนตรีที่มีความจังหวะสนุกสนานเร้าใจ การฟ้อนแสดงถึง การอธิบายคำขวัญของจังหวัดร้อยเอ็ดออกมาเป็นท่วงท่าที่สวยงาม โดยมีเนื้อหาเชิญชวนให้ไปท่องเที่ยวในจังหวัดร้อยเอ็ด และการแต่งกายของนักแสดงด้วยผ้าไหมลายประจำจังหวัด ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นอีกด้วย


การแต่งกาย

หญิง สวมเสื้อผ้าไหมแขนสั้น ห่มทับด้วยสไบไหม นุ่งผ้าซิ่นไหมมัดหมี่ร้อยเอ็ด ยาวกรอมเท้า ผมเกล้ามวยประดับมวยผมด้วยดอกไม้ และสวมเครื่องประดับเงิน


เพลงร้อยเอ็ดเพชรงาม

มาเถิดอ้ายมา มาเถิดหนามาเที่ยวเมืองร้อยเอ็ด เมืองนี้งามดังเพชร ๆ โอ้เมืองร้อยเอ็ดงามซึ้งตรึงใจ

เสียงแคนดังต่อยแล่นแตร ดอกคูนงามแท้ชูช่อไสว บึงโอ้บึงพลาญชัย ๆ หมู่ปลาแหวกว่ายอยู่ในธารา

โอ โอ้ โอ ถ้าอยากสุขโขมาร้อยเอ็ดเถิดหนา มีพระใหญ่สูงเยี่ยมเทียมฟ้า ๆ ผ้าไหมงามตา สาวโสภาถูกใจ

เสียงพิณดังแว่วแผ่วมา กว้างไกลสุดตาทุ่งกุลาสดใส ชาวร้อยเอ็ดเป็นผู้มีน้ำใจ ๆ จะมองแห่งไหนร้อยเอ็ดงามจริงเอย
                                                    ที่มา : เว็บไซต์ ชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 

                                       http://www.isan.clubs.chula.ac.th/folkdance/?transaction=roied01.php

การฟ้อนพื้นบ้านอีสาน

ฟ้อนภูไทเรณูนคร
 

ฟ้อนภูไทเรณูนคร
การฟ้อนภูไทเรณูนคร
            เป็นการฟ้อนประเพณีที่มีมาแต่บรรพบุรุษ ที่สร้างบ้านแปลงเมือง การฟ้อนภูไทนี้ถือว่าเป็นศิลปะเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ประจำเผ่าของภูไทเรณูนคร ถือว่าฟ้อนภูไทเป็นการฟ้อนที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครพนม
           ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมานมัสการพระธาตุพนมในปี พ.ศ. 2498 นั้น นายสง่า จันทรสาขา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในสมัยนั้น ได้จัดให้มีการฟ้อนผู้ไทถวาย นายคำนึง อินทร์ติยะ ศึกษาธิการอำเภอเรณูนคร ได้อำนวยการปรับปรุงท่าฟ้อนผู้ไทให้สวยงามกว่าเดิม โดยเชิญผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ในการฟ้อนผู้ไทมาให้คำแนะนำ จนกลายเป็นท่าฟ้อนแบบแผนของชาวเรณูนคร และได้ถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานสืบทอดต่อจนปัจจุบัน

ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุวิชา การฟ้อนภูไทเรณูนคร เข้าไว้ในหลักสูตร ให้นักเรียนทั้งชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ได้ฝึกฝนเล่าเรียนกันโดยเฉพาะนักเรียนที่เล่าเรียนอยู่ในสถานศึกษาภายในเขตอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม จะฟ้อนรำประเพณี “ฟ้อนภูไทเรณูนคร” เป็นทุกคน

ลักษณะการฟ้อนภูไทเรณูนคร ชายหญิงจับคู่เป็นคู่ ๆ แล้วฟ้อนท่าต่าง ๆ ให้เข้ากับจังหวะดนตรี โดยฟ้อนรำเป็นวงกลม แล้วแต่ละคู่จะเข้าไปฟ้อนกลางวงเป็นการโชว์ลีลาท่าฟ้อน

หญิงสาวที่จะฟ้อนภูไทเรณูนครต้อนรับแขก จะได้ต้องเป็นสาวโสด ผู้ที่แต่งงานแล้วจะไม่มีสิทธิ์ฟ้อนภูไทเรณูนคร เวลาฟ้อนทั้งชายหญิงจะต้องไม่สวมถุงเท้าหรือรองเท้า และที่สำคัญคือในขณะฟ้อนภูไทนั้น ฝ่ายชายจะถูกเนื้อต้องตัวฝ่ายหญิงไม่ได้เด็ดขาด (มิฉะนั้นจะผิดผี เพราะชาวภูไทนับถือผีบ้านผีเมือง อาจจะถูกปรับไหมตามจารีตประเพณีได้)

ท่าฟ้อนภูไทเรณูนคร มี 16 ท่า ดังนี้คือ

1. ท่าโยกหรือท่าเตรียม (ท่าเตรียมโยกตัวไปมาเป็นการอุ่นเครื่องเพื่อจะไปท่าบิน)
2. ท่าบิน หรือท่านกกะทาบินเลียบ
3. ท่าเพลิน หรือท่าลำเพลิน
4. ท่าเชิด หรือ ท่ารำเชิด
5. ท่าม้วน หรือท่ารำม้วน
6. ท่าส่าย หรือท่ารำส่ายเปิด
7. ท่าลมพัดพร้าว
8. ท่ารำเดี่ยว หรือฟ้อนเลือกคู่
9. ท่าเสือออกเหล่า
10. ท่ากาเต้นก้อนข้าวเย็น
11. ท่าเสือลากหาง
12. ท่าม้ากระทืบโฮง
13. ท่าจระเข้ฟาดหาง
14. ท่ามวยโบราณ
15. ท่าถวายพระยาแถน หรือท่าหนุมานถวายแหวน
16. ท่ารำเกี้ยว

โอกาสหรือเวลาที่เล่น นิยมแสดงในเทศกาลต่าง ๆ ที่มีในท้องถิ่น เช่น สงกรานต์ ไหลเรือไฟ งานธาตุวันเพ็ญเดือนสาม และต้อนรับแขกผู้ใหญ่ของจังหวัด เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและมกุฎราชกุมารของต่างประเทศ ฯลฯ

เครื่องดนตรี แบบดั้งเดิม ประกอบด้วย แคน กลองสองหน้า กลองหาง ฆ้องโหม่ง พังฮาด และกั๊บแก๊บ ส่วนในวงโปงลาง ก็ใช้เครื่องดนตรีครบชุดของวงโปงลาง ลายเพลง ใช้ลายลมพัดพร้าว
 
ฟ้อนภูไทเรณูนคร
 
การแต่งกาย
ฝ่ายชายจะนุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อสีน้ำเงิน คอตั้งขลิบแดงกระดุมเงิน มีผ้าขาวม้าไหมมัดเอว สวมสายสร้อยเงิน ข้อเท้าทำด้วยเงิน ประแป้งด้วยแป้งขาว มีดอกไม้ทัดหูอย่างสวยงาม

ฝ่ายหญิงนั้นนุ่งผ้าซิ่นและสวมเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินขลิบแดง ประดับด้วยกระดุมเงิน พาดสไบสีขาวที่ไหล่ซ้ายติดเข็มกลัดเป็นดอกไม้สีแดง สวมสร้อยคอ กำไลข้อมือ ข้อเท้าหรือทำด้วยทองหรือเงินตามควรแก่ฐานะของตน เกล้าผม มีดอกไม้สีขาวประดับผม
 
 ที่มา: เว็บไซต์ ชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน
 

พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน

dd1.jpg

พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน เกิดขึ้นจากความคิดที่ว่า “การศึกษาที่สมบูณ์จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลกัน ระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์”
การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์บ้านโบราณอีสานเพื่อที่จะอธิบายสภาพชีวิตของสังคมและวัฒนธรรมอีสานด้วยข้าวและน้ำเพราะอีสานเป็นสังคมเกษตรกรรม
ทำนา ที่ต้องอาศัยน้ำเป็นหลักสำคัญและยังจะโยงไปสัมพันธ์กับวิถีการดำรงชีวิตที่ผู้คนจะต้องเกี่ยวข้องกันเรื่อง ปลง พืชพันธุ์ป่าไม้ และรวมทั้ง
เกลือด้วย จากนั้นจึงดำเนินการสร้างพิพิธภัณฑ์ด้วยการสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของชาวอีสาน คือที่อยู่อาศัยของชีวิตครอบครัว ซึ่งจะรวมไปถึง
ความสัมพันธ์ของระบบเครือญาติเพื่อนบ้าน


1 เรือนเหย้า
2 เรือนผู้ไท
3 เรือนประมง
4 เรือนผ้าทอ
5 เรือนใหญ่ชาวนาอีสาน
6 เรือนหมอยา



ประวัติและผลงานของศิลปินแห่งชาติ ฉวีวรรณ ดำเนิน

        หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน  


ประวัติโดยย่อ
           แม่ ครูฉวีวรรณ ดำเนิน หรือ ฉวีวรรณ พันธุ เกิด ที่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 6 ต.สร้างคอน้อย อ.หัวตะพาน จ.อุบลราชธานี   เมื่อวันที่  16 พฤษภาคม 2488 ที่ จังหวัด อุบลราชธานี เป็นบุตรของ นายชาลี ดำเนิน และ นางแก้ว ดำเนิน อาชีพทำนา  สมรสกับ นายโกมินทร์ พันธุ มีบุตรและธิดา 2 คน

การศึกษา
จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองไหล ต.สร้างคอน้อย อ.หัวตะพาน จ.อุบลราชธานี
ปริญญาเอก ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขา นาฏยศิลป์ จาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ที่ทำงานปัจจุปัน
วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 45000 โทร.(043) 511244

เกียรติประวัติ

1.โล่ชนะเลิศการประกวดหมอลำงานเจ้าพ่อพระยาแล ชัยภูมิ ในปี พ.ศ.2514
2. ชนะเลิศการประกวดหมอลำทุ่งศรีเมืองอุดรธานี ปี พ.ศ. 2522
3. เกียรติบัตรจากศูนย์วัฒนธรรมญี่ปุ่น กรุงโตเกียว ชุดรำแม่บทอีสาน 48 ท่า พ.ศ.2527
4. โล่ศิลปินดีเด่นของภาคอีสานจาก พณฯ นายกรัฐมนตรี ปี พ.ศ.2528
5. โล่เกียรติคุณตณะส่งเสริมประสานงานเยาวชนแห่งชาติ รางวัลดีเด่นในการผลิตสื่อมวลชชนดีเด่น เพื่อเยาวชน
ประเภทสื่อชาวบ้าน พ.ศ.2529
6. โล่เกียรติคุณจากสาธารณสุข โครงการอีสานไม่กินปลาดิบ ปี พ.ศ.2532-2535
7. ถ้วยเกียรติยศการประกวดหมอลำ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโล ยีและพลังงาน
ปี พ.ศ.2533
8. เกียรติบัติจาก C.L.OF.F. งานมหกรรมวัฒนธรรมพื้นบ้านเอเซีย ครั้งที่ 3 ในประเทศญี่ปุ่น ปี พ.ศ.2535
9.ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) เมื่อปี พ.ศ.2536



ผลงานที่สร้างชื่อ
จากการที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาการลำจากบิดาและญาติที่เป็นอดีตหมอลำดังยุค นั้น ประกอบกับการเป็นคนที่มีไหวพริบปฏิภาณและมีพรสวรรค์ในด้านนี้ ทำให้สามารถจดจำลีลา และการคิดท่าการลำใหม่ ๆ ขึ้นมา และมีน้ำเสียงไพเราะ จึงทำให้โด่งดังในเวลาอันรวดเร็ว จนได้ ฉายา ราชินีหมอลำ
ผลงานที่ออกสู่ตลาดและได้รับความนิยมจากอดีตจนถึงทุกวันนี้ ที่ผลิตออกมาเป็นแผ่น CD และVCD พอสรุปได้ดังนี้

คณะเพชรพิณทอง